แผลเป็นบนใบหน้าเป็นสิ่งที่ทุกคนไม่อยากให้มี และต้องการให้มันเลือนหายออกไปจากชีวิตให้เร็วมากที่สุด แต่เมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ก็ต้องรู้จักวิธีการในการลบเลือนมันให้ถูกวิธีด้วย มิเช่นนั้น แผลเป็นเล็กๆที่คุณเคยมีอาจจะลามไปเป็นแผลเป็นขนาดใหญ่จนยากที่จะแก้ไขได้
ไม่ว่าจะเป็นแผลเป็นจากสิว ผิวหนังอักเสบ อีสุกอีใส หรือแผลเป็นจากอุบัติเหตุ เทคโนโลยีทางการแพทย์ในปัจจุบันก็สามารเสกให้รอยแผลเหล่านี้จางหายไปได้ เพียงแต่คุณต้องไม่คิดจะรักษามันด้วยวิธีของตนเอง ลองเดินเข้าไปหาคุณหมอดูสิ แล้วจะรู้ว่าวิธีในการรักษารอยแผลเป็นนั้นมีอยู่หลายวิธี ตามแต่ความร้ายแรงของแผล ดังต่อไปนี้
วิธีลบรอยแผลเป็นหรือรอยขรุขระบนใบหน้า
1.การใช้ยาทา
ในกรณีที่แผลเป็นไม่มากนัก แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาทา หรือบางครั้งอาจใช้ยาทาร่วมกับวิธีอื่นๆเพื่อช่วยให้แผลเป็นหายได้เร็วขึ้น ยาที่ใช้ทามักเป็นยาในกลุ่มวิตามินเอ เนื่องจากตัวยากลุ่มนี้จะไปกระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ในชั้นหนังแท้ และช่วยให้รอยแผลตื้นขึ้น
2.การจี้ด้วยน้ำยา TCA
ในกรณีที่ยาทาอาจไม่ได้ผลเพียงพอ ก็จะใช้การจี้ด้วยน้ำยา TCA เพื่อกระตุ้นให้รอยแผลมีการสร้างเซลล์ใหม่ หลังการจี้จะพบว่ามีสะเก็ดสีดำๆติดอยู่ที่บาดแผลประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ไม่ต้องกังวลไปเพราะเมื่อครบเวลาที่กำหนดสะเก็ดแผลจะหลุดไปเอง สิ่งที่คุณต้องทำคือ ห้ามแคะ แกะ เกาสะเก็ดเหล่านี้เป็นอันขาด เพราะจะทำให้เกิดแผลเป็นมากขึ้นไปกว่าเดิมได้
3.ไอออนโต (IONTO)
เทคโนโลยีนี้เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าเพื่อช่วยในการขับตัวยาเข้าสู่ผิวหนัง ซึ่งจะได้ผลดีกว่าการทายาเฉยๆ ยากลุ่มที่จะส่งเข้าไปในผิวหนังก็เป็นยาในกลุ่มวิตามินเอเช่นเดียวกันกับยาทา ซึ่งวิตามินเอจะเข้าไปกระตุ้นการสร้างใยคอลลาเจนในชั้นหนังแท้ ทำให้ให้รอยบุ๋มที่เคยมีตื้นขึ้นได้อย่างมีประสิทธภาพ
4.รักษาด้วยโฟโน (PHONO)
การรักษาด้วยโฟโน คือ การใช้คลื่นเสียงขับตัวยาเข้าไปในผิวหนัง โดยใช้ยาในกลุ่มวิตามินเออีกเช่นเคย เมื่อวิตามินเอสามารถเข้าไปในผิวหนังได้อย่างรวด ก็จะส่งเสริมให้เกิดการสร้างคอลลาเจนให้แก่ชั้นผิวหนัง ช่วยลบรอยแผลเป็น ฃหรือรอยขรุขระบนใบหน้าได้นั่นเอง
5.รักษาด้วยวิธี MD (MICRO DERMABRASION)
วิธีนี้จะเป็นการผลัดผิวใหม่ โดยการใช้เครื่องมือพ่นคริสตัลลงไปบนผิวหน้า เพื่อจุดประสงค์ในการขัดผิว กำจัดคราบไคลและหนังกำพร้าชั้นบนออกไป ก่อนที่จะใช้ตัวยาเร่งการสร้างเซลล์ใหม่ขึ้นมาทดแทน ซึ่งหากมีการขัดผิวด้วยวิธีนี้ก่อน ชั้นผิวหนังจะพร้อมต่อการสร้างเซลล์ผิวหนังใหม่มาแทนที่ผิวหนังที่หายไปได้ดีขึ้น
6.กรอแผลโดยใช้เครื่องเลเซอร์
นอกจากการเสริมในส่วนที่หายไปแล้ว อาจจะใช้วิธีกรอแผลด้วยเลเซอร์เพื่อช่วยให้รอยบุ๋มตื้นขึ้นได้ แต่เนื่องจากวิธีนี้ต้องใช้เวลาในการรักษาแผลค่อนข้างนาน จึงไม่ค่อยได้รับความนิยมสักเท่าไรในปัจจุบัน
7.การฉีดสารสังเคราะห์
แพทย์จะฉีดสารสังเคราะห์บางชนิดเข้าไปในรอยแผล เพื่อเติมเต็มรอยแผลให้ตื้นขึ้น ซึ่งถือเป็นการช่วยลบรอยแผลเป็นหรือรอยขรุขระบนใบหน้าได้อีกวิธีหนึ่ง
[ads]
ข้อควรปฏิบัติหลังจากรักษารอยแผลเป็นบนใบหน้า
หลังจากการรักษาด้วยวิธีที่กล่าวไปแล้ว คุณก็ยังจำเป็นต้องเพิ่มการดูแลเอาใจใส่ผิวหน้าให้มากขึ้นด้วยวิธีดังต่อไปนี้
1. หลีกเลี่ยงแสงแดงจัดๆ ระยะการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ผิวจะไวต่อแสงแดดมาก การทาครีมกันแดดเป็นประจำและหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมากที่สุด
2. ก่อนใช้ยาหรือเครื่องสำอางควรปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง ไม่ควรใช้ยาหรือเครื่องสำอางโดยพลการ แม้ว่าจะเป็นสิ่งที่เคยใช้มาตั้งแต่ในอดีต เพราะช่วงเวลานี้ผิวหนังจะอ่อนแอมากกว่าปกติ ตัวยาที่ใช้บางชนิดอาจจะทำให้รู้สึกระคายเคืองต่อผิว ผิวลอก หรือเป็นขุยได้
3. พบแพทย์ตามนัด เพื่อการรักษาที่สม่ำเสมอ ต่อเนื่อง และมีประสิทธิภาพสูงสุด ควรเข้าพบแพทย์ตามนัด และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะเป็นผู้พิจารณาเองว่าสภาพผิวหน้าและความรุนแรงของแผลที่คุณเป็น ควรได้รับการรักษาด้วยวิธีไหน คุณแค่เพียงทำตามสิ่งที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด เพียงเท่านี้โอกาสที่แผลเป็นจะหายและกลับมาสวยดังเดิมก็อยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว
ขอบคุณข้อมูลจาก kondoodee.com
เรียบเรียงข้อมูลโดย ThaiJobsGov.com
[ads=center]

