มีโอกาสหรือๆไม่ที่เราจะ “ติดโรคร้าย” จากการได้รับบริจาคเลือด



การบริจาคเลือดเป็นบุญกุศลครั้งยิ่งใหญ่ของชีวิต แต่ในทางกลับกัน หากผู้ที่บริจาคเกิดเป็นโรคร้ายที่น่ารังเกียจ โอกาสที่เขาคนนั้นจะแพร่เชื้อให้แก่ผู้อื่นผ่านทางเลือดก็มีได้มากขึ้น และย่อมจะส่งผลให้ ‘บุญ’ ที่คาดว่าจะได้รับ กลายเป็น ‘บาป’ ไปซะอย่างนั้น

165.1

แล้วอะไรจะเป็นเครื่องการันตีว่า เลือดที่เราได้รับจากการบริจาคจะเป็นเลือดที่ปลอดภัยจริงๆ เรามีคำตอบค่ะ

ทุกครั้งที่คุณไปบริจาคเลือด โลหิตที่ได้รับบริจาคทุกๆยูนิตจะได้รับการตรวจคัดกรองคุณภาพตามมาตรฐาน ได้แก่ การตรวจหมู่โลหิต ระบบ ABO และ ระบบ Rh การตรวจกรองแอนติบอดีของเม็ดโลหิตแดง และตรวจเชื้อโรค หรือร่องรอยของการติดเชื้อโรค 4 ชนิด คือ ไวรัสเอชไอวี  ไวรัสตับอักเสบบี  ไวรัสตับอักเสบซี และซิฟิลิส ด้วยวิธีทาง Serology และ NAT ( nucleic acid amplification technology )

ซึ่งในปัจจุบันมีเทคโนโลยีการตรวจที่เรียกว่า  NAT ( Nucleic Acid Amplification Technology ) เข้ามาช่วยวัดคุณภาพของเลือดได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เทคโนโลยีตัวนี้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจเชื้อได้อย่างมากมาย เพราะแค่ปริมาณเลือดไม่กี่มิลลิลิตรก็สามารถตรวจหาโรคร้ายต่างๆได้แล้ว การตรวจโรคที่ว่านี้จึงช่วยลดความเสี่ยงจากการติดเชื้อจากโลหิตของผู้บริจาคที่มีการติดเชื้อระยะแรกได้

165.3

โดยการตรวจ NAT จะเป็นวิธีการตรวจหาเชื้อในระดับโมเลกุล ที่เป็นสารพันธุกรรมที่เรียกว่า Nucleic Acid โดยการเพิ่มจำนวนสารพันธุกรรมของไวรัสตับอักเสบบี  ไวรัสตับอักเสบซี  ไวรัสเอชไอวี  และซิฟิลิส ให้มีปริมาณมากจนสามารถตรวจพบการติดเชื้อได้ ทำให้สามารถตรวจหาเชื้อในผู้บริจาคที่เพิ่งติดเชื้อมาได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากกว่าเทคโนโลยีในอดีตที่เคยผ่านมา 

ดังนั้น หากมีผู้ติดเชื้อเอดส์เข้ามาบริจาคเลือด ไม่ว่าจะเป็นที่ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ สภากาชาดไทย  หน่วยเคลื่อนที่ภาคบริการโลหิต และโรงพยาบาลต่างๆ ทั่วประเทศ  เจ้าหน้าที่ก็จะสามารถตรวจหาเชื้อเอชไอวีด้วยวิธี  NAT ได้โดยทันที ซึ่งจะใช้เวลาสั้นๆเพียง 11 วัน หลังจากการติดเชื้อ

[ads]

ในกรณีที่ตรวจแล้วพบว่า บุคคลนั้นๆมีการติดเชื้อโรคร้ายจริงๆ ศูนย์บริการโลหิตแห่งชาติ ก็จะส่งจดหมายจ่าหน้าไปถึงผู้บริจาคโลหิตทุกรายที่มีผลการทดสอบเป็น reactive ซึ่งผู้บริจาคโลหิตที่ได้รับจดหมาย จะต้องมาตามวัน-เวลาที่ระบุในจดหมายหลังจากที่มาบริจาคโลหิตภายใน 1 เดือน เมื่อมาถึง เจ้าหน้าที่จะทำการซักถามประวัติ ความเสี่ยง ก่อนแจ้งผลการตรวจโลหิตที่คุณไปบริจาคเลือดครั้งล่าสุดให้คุณรับทราบเป็นการส่วนตัว และเจาะเลือดเก็บตัวอย่างโลหิตเพื่อนำไปตรวจซ้ำอีกครั้ง ก่อนปล่อยให้คุณกลับบ้านได้ตามปกติ จนเมื่อผลเลือดออกมา ทางห้องปฏิบัติการจะยืนยันผลและแจ้งผลการตรวจโลหิตซ้ำทางจดหมายให้คุณได้ทราบอีกครั้ง คุณจะได้รับรู้และหาทางรักษาโรคตามวิธีที่ถูกต้องต่อไป

อย่างไรก็ตาม จำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้บริจาคเลือดทุกคนจะต้องตอบแบบทดสอบตามความเป็นจริงก่อนที่จะบริจาคเลือด ทั้งนี้ก็เพื่อคัดกรองความเสี่ยง และป้องกันการแพร่เชื้อโรคร้ายที่ไม่มีใครอยากได้ เพราะหากคุณเกิดมีโรคร้ายอยู่ในเลือดจริงๆ ไม่เพียงแต่เป็นการเอาเลือดในตัวมาเททิ้งเปล่าๆแล้ว ยังเป็นการสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการเจาะเลือด เก็บเลือด และตรวจเลือดอีกด้วย บุญที่หวังว่าจะได้ก็คงกลายเป็นบาปไปแทน
 

ดังนั้น ก็ต้องบอกเลยว่า โอกาสที่คุณจะติดเชื้อโรคจากการรับเลือดบริจาคนั้นเป็นไปได้น้อยมาก แต่โอกาสจะน้อยลงเท่าไร ก็ต้องขึ้นอยู่กับคุณธรรมของผู้บริจาคเลือดด้วย หากผู้บริจาคเลือดทุกคนให้ข้อมูลก่อนการบริจาคเลือดด้วยความจริง และปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด โอกาสที่เชื้อโรคจะถ่ายทอดจากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งก็คงจะน้อยลงตามไปด้วย      

 

ขอบคุณข้อมูลจาก redcross.or.th

เรียบเรียงข้อมูลโดย ThaiJobsGov.com

[ads=center]