เมื่อต้องตื่นขึ้นมาตอนเช้าแล้วพบกับความผิดปกติบนใบหน้าที่เต็มไปด้วย “ผื่น” ก็คงจะเป็นสถานการณ์ที่คนเราจะทำใจยอมรับได้อย่างยากลำบากแน่ๆ อะไรคือสาเหตุของผื่นเหล่านี้ ขอเพียงแค่คุณทำใจเย็นๆ ค่อยๆตั้งสติ แล้วทำความเข้าใจกับเจ้าผื่นเหล่านี้ให้ดี หากรู้จักมันมากพอโอกาสที่จะรักษาให้หายขาดได้ก็คงจะไม่ใช่เรื่องที่ยากเกินไป
คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ระบุว่า ผื่นแดงที่หน้า (Red face syndrome) จะมีลักษณะเป็นผื่นแดงเล็กๆคล้ายผดบริเวณใบหน้า อาจมีอาการคันหรือไม่ก็ได้ เวลาลูบจะรู้สึกสากที่ผิวหน้า อาจมีอาการแสบคัน ระคายเคือง ไวต่อแสงแดดและเหงื่อ ซึ่งผื่นลักษณะนี้ถือเป็นปัญหาที่พบบ่อยในปัจจุบัน ส่วนมากจะพบในผู้หญิง เนื่องจากผิวหนังบริเวณใบหน้าของผู้หญิงมีโอกาสสัมผัสกับสารต่างๆหลายชนิด ทั้งจากเครื่องสำอางและครีมบำรุงผิวต่างๆ ทำให้สามารถพบผื่นแดงที่ใบหน้าได้บ่อย และกลายเป็นปัญหาในการวินิจฉัยและการรักษาในปัจจุบันนี้นี่เอง
ลักษณะของผื่นที่ขึ้นบนใบหน้า
1.ผื่นผิวหนังอักเสบบริเวณผิวมัน (Seborrheic dermatitis) มีลักษณะเป็นผื่นแดงคัน มีขุยสีเหลืองเป็นมัน มักพบบริเวณข้างจมูก คิ้ว ใบหู และหนังศีรษะที่มีรังแค

2.ผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic dermatitis) ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีผิวแห้ง มีผื่นแดงคัน บริเวณใบหน้า คอ ข้อพับของแขนและขา พบในผู้ป่วยที่มีประวัติกรรมพันธุ์เป็นโรคในกลุ่มภูมิแพ้ เช่น แพ้อากาศ คันตา หอบหืด เป็นต้น

3.ผื่นแพ้สัมผัส (Allergic contact dermatitis) เกิดมีผื่นแดง ผิวหน้าคันอักเสบบริเวณที่สัมผัสกับสารที่แพ้ เช่น เครื่องสำอาง ส่วนมากมักเกิดอาการหลังใช้เครื่องสำอางหรือสารที่แพ้ ประมาณ 2 สัปดาห์ ถึง 3 เดือน

4.ผื่นระคายสัมผัส (Irritant contact dermatitis) เกิดขึ้นกับคนที่สัมผัสสารมีฤทธิ์ก่อระคายปริมาณมากและระยะเวลานานพอ พบผื่นแดงอักเสบที่มีขอบเขตชัดเจนในบริเวณที่มีการสัมผัส ซึ่งจะมีอาการบวม แดง ร่วมด้วย นอกจากนี้ อาจเกิดขึ้นได้ในผู้ที่ใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนประกอบเป็นกรดวิตามินเอ กรดผลไม้ หรือสารที่มีฤทธิ์ลอกผิวต่อเนื่องเวลานาน
5.ผื่นสัมผัสจากสารร่วมกับแสง (Photocontact dermatitis) มีการสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ เช่น ครีมกันแดด น้ำหอม ร่วมกับโดนแสงแดด ซึ่งจะพบผื่นอักเสบได้บริเวณที่ได้รับแสงนอกร่มผ้า เช่น ใบหน้า หน้าอก แขน

6.ผื่นผิวหนังอักเสบชนิด Rosacea พบมากในคนผิวขาว จะมีอาการหน้าแดง ตุ่มแดงอักเสบ ตุ่มหนอง หลอดเลือดฝอยขยายที่บริเวณใบหน้า มักมีประวัติว่าเป็นผื่นมากขึ้นเมื่อโดนความร้อน แสงแดด มีการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
การที่เรารู้ว่าผื่นที่กำลังเป็นเกิดจากสาเหตุอะไร ก็จะทำให้สามารถแก้ไขปัญหาต่างๆได้ง่าย นอกจากนี้ควรที่จะหลีกเลี่ยง “สารก่อภูมิแพ้” ที่อาจมีผลให้เกิดผื่นขึ้นที่ใบหน้า ดังต่อไปนี้
1.ผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับใบหน้า เช่น เครื่องสำอาง สบู่ล้างหน้า ครีมบำรุงผิวหน้า ซึ่งมีส่วนประกอบของ สารกันเสีย น้ำหอม สารลาโนลิน (Lanolin) หรือสารที่ทำให้เกิดฟอง (Cocamidopropyl betaine) เป็นต้น
2.แชมพูสระผม และผลิตภัณฑ์อื่นๆที่ใช้กับเส้นผม
3.โลหะและแผ่นยางที่เป็นส่วนประกอบของเครื่องสำอาง เช่น โลหะในถาดแป้ง ขอบแปรงที่ทาตาและปาก แผ่นยางที่ใช้เป็นพัฟทาหน้า
4.สารที่มาจากผื่นแพ้สัมผัสบริเวณมือ เช่น โลหะนิเกิล ทอง สารในยาทาเล็บ เป็นต้น
[ads]
เมื่อตั้งสติได้แล้ว ให้หยุดใช้เครื่องสำอางหรือครีมบำรุงผิวที่สงสัยว่าเป็นต้นเหตุนั้นเสีย เพราะการใช้สารที่แพ้ต่อไปจะยิ่งทำให้ผื่นลุกลามมากขึ้น โดยวิธีที่จะพิสูจน์ง่ายๆว่าเครื่องสำอางชนิดนั้นเป็นสาเหตุที่เกิดการแพ้จริงหรือไม่ ให้ทำการทดสอบโดยทาเครื่องสำอางที่สงสัยที่บริเวณท้องแขน วันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ถ้ามีผื่นขึ้นก็แสดงว่าแพ้จริงให้หยุดใช้เครื่องสำอางนั้นๆ ที่สำคัญไม่ควรซื้อยามาทาเอง แต่ควรไปพบแพทย์พร้อมกับนำผลิตภัณฑ์ที่สงสัยว่าทำให้เกิดผื่นแดงที่หน้ามาร่วมทดสอบด้วย เพื่อการวินิจฉัยและรับการรักษาที่ถูกต้อง เพียงแค่นี้รอยผื่นที่ขึ้นหน้าก็จะถูกแก้ไขได้อย่างทันท่วงที และไม่ลุกลามจนเสียโฉมแล้วละค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.kondoodee.com
[ads=center]
