เคยสงสัยหรือไม่ว่า การออกกำลังกายแบบไหนที่จะเหมาะกับตัวเรามากที่สุด และมีผลให้น้ำหนักลดลงได้รวดเร็วมากที่สุด เพราะการทำตามคนที่คนอื่นบอกว่าดีอย่างนั้น ดีอย่างดี แต่พอเราเอามาทำเข้าจริงกลับไม่เป็นตามอย่างที่คาดหวังเอาไว้ ทั้งนี้ ก็เป็นเพราะพื้นฐานร่างกายที่แตกต่างกันนั่นเอง ดังนั้น เราลองมาดูกันดีกว่าว่าสำหรับตัวคุณแล้ว วิธีลดน้ำหนักแบบไหนที่เหมาะสมต่อตัวคุณมากที่สุด
คนส่วนใหญ่คิดยังไง?
เมื่อวานผมตั้งกระทู้นี้ใน Facebook + Instagram มีคนตอบเข้ามาเกือบ 400 คน ซึ่งผลตอบรับก็อย่างที่เห็น
วันนี้เราขอแบ่งหมวดหมู่คนเป็น 3 ประเภทครับ
A แบบใจเย็น ค่อยๆเป็นค่อยๆไป
B แบบใจร้อน คุมเคร่ง สุดโต่ง
C ไม่เคยคิดจะคุม อ้วนก็ปล่อยอ้วน ไม่ได้คิดจะฟิตหุ่น
แบบ A ใจเย็นๆ ช้าๆ ไม่ทรมาน
บางคนไม่อยากเปลี่ยนแปลงตัวเองมาก เลยเลือกออกกำลังกายแบบค่อยๆเป็นค่อยๆไป ช้าๆ คุมอาหารบ้าง บางทีก็ปล่อยบ้าง ไม่เครียด ออกกำลังกายบ้าง อาทิตย์ละ 2-3 วันหรือมากกว่านั้น แต่วันไหนถ้าไม่ได้ไปก็ไม่เดือดร้อน
ข้อดี : คนที่ทำแบบนี้ จะมีสุขภาพจิตดี และเข้าสังคมได้ง่ายโดยไม่ต้องเปลี่ยนอะไรมาก กินข้าว ไปเที่ยว ก็กินได้สบายๆ และไม่ต้องใช้เวลาในยิมมากเท่าไหร่ ข้อดีของการทำอะไรช้าๆ คือโอกาสผิดพลาดน้อย เช่น ค่อยๆเพิ่มกล้าม เราก็จะไม่กินเยอะจนอ้วน หรือค่อยๆลดไขมัน เราก็จะไม่โหยจนเกินไป
ข้อควรระวัง : สำหรับคนที่ใจเย็นๆ บางทีเราลืมตั้งเป้าหมาย ทำให้ผลลัพธ์ได้ช้า หรือบางที เราได้ผลช้า เลยเกิดการท้อได้
แบบ B ใจร้อน เห็นผลเร็วๆ
บางคนชอบความท้าทาย ชอบเห็นผลเร็วๆ และใจร้อน จึงยอมใช้ชีวิตสุดโต่ง คนประเภทนี้ มักจะโพส หรือพูดคำประเภท “no pain no gain” หรือให้เหตุผลว่า “ยอมทำอะไรที่คนอื่นไม่ทำ เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เหนือกว่า” ยอมทรมานได้ ยอมกินอาหารที่ตัวเองไม่ชอบ และออกกำลังกายหนักๆ บ่อยๆ ถึงขั้นไม่เข้าสังคม หรือบางทีต้อง Pack อาหารไปกินเวลาสังสรร
ข้อดี : ได้ผลลัพธ์ที่เร็ว (ถ้าทำถูกวิธีนะ) และได้เรียนรู้อะไรใหม่ๆเยอะมากในเวลาอันสั้น ทำให้คุ้มค่าเวลา
ข้อควรระวัง : ที่สังเกตุได้บ่อยมาก คือคนประเภทนี้ มักจะมีช่วงที่ หุ่นดี และช่วงที่ ‘หลุด’ ก็คือช่วงที่ไม่มีแรงฮึด (ถ้าคุณฮึดได้ทุกวัน ทั้งปี 10 ปี 20 ปี โดยไม่หลุดแม้แต่นิดเดียว ยินดีด้วย) ดังนั้นที่ควรระวังคือช่วงที่ไม่ฮึด เรามักจะเด้งกลับไปใช้ชีวิตสุดโต่งในอีกทาง เช่น เคยคุมอาหารเคร่งๆ ก็เด้งกลับไปกินแหลก หรือเคยออกกำลังกายเยอะๆ พอมีช่วงที่บาดเจ็บก็ท้อ และเลิกออกไปเลยพักนึง
แบบ C ไม่ทำอะไรเลย
ฉันไม่สน และไม่เคยคิดว่าจะต้องทำอะไรเพื่อให้หุ่นดี หรือสุขภาพดี
ข้อดี : ชีวิตมีความสุขในแบบที่เขาเป็น ฉันอ้วน แล้วไง? ภูมืใจที่เป็นแบบนี้
ข้อควรระวัง : แต่ถ้าเกิดวันหนึ่งสุขภาพถดถอย อาจจะถึงวันที่สายไป และกลับมาคิดใหม่ได้ว่า เออ รู้งี้ฉันเพลาๆบ้างก็ดีนะ เรื่องเหล้า เรื่องกินแหลก
แล้วแบบไหนดีสุด!?
บอกก่อนเลยว่าไม่มีแบบไหนดีที่สุด เพราะชีวิตใครชีวิตมัน แต่! สิ่งที่ผมแนะนำว่าเหมาะสมที่สุดคือการตั้งเป้าหมายให้เป็น และมีความรู้ที่จะสามารถเลือกใช้ชีวิตแบบไหนก็ได้!
สำหรับคนที่อยากสุขภาพดี – แนะนำแบบ A
สำหรับคนที่อยากกล้ามใหญ่ – แนะนำแบบ A ค่อยๆกิน อย่ารีบเพราะจะทำให้อ้วนแทนที่จะกล้ามขึ้น
สำหรับคนอยากผอม – แนะนำแบบ A ก่อน แล้วค่อยๆเปลี่ยนเป็นแบบ B หลังจากที่ทำแบบ A คล่องแล้ว
สำหรับดารา นายแบบ นางแบบ – แนะนำแบบ B ในช่วงที่ต้องใช้หุ่น แต่ต้องใช้ชีวิตแบบ A เป็น ไม่งั้นจะโทรม
สำหรับคนที่เป็นโรค เช่นเบาหวาน หัวใจ – แนะนำแบบ B ก่อนเพื่อให้เข้าสู่สภาวะ “ปลอดภัยหายห่วง” จากนั้นเรียนรู้วิธีการทำแบบ A เพื่อให้ใช้ชีวิตต่อแบบสบายๆ
[ads]
Case Study
เรามาดูกัน ว่าแบบไหนเป็นการตั้งเป้าหมายที่ดี และฉลาด (SMART)
กรณีที่ 1 พี่จ๊อด
รูปซ้าย: หนัก 94 KG แต่ไม่เคยออกกำลังกายคุมอาหารเลย รูปขวา: หนัก 70 กว่าๆ แต่ออกกำลังกายหนักมากและคุมอาหารเคร่งสุดๆ – เป้าหมายคือทำยังไงให้คงสภาพนี้ได้นานๆ
นายจ๊อด น้ำหนัก 71 KG เคยเป็นคนอ้วนมาก่อน และลดจาก 94 ลงมาเหลือ 71 ได้ ตอนนี้อยากรักษาหุ่นให้ดีต่อไปเรื่อยๆ และอยากลดไขมันให้เห็น Six Pack และกล้ามชัด
พี่จ๊อดเป็นคนชอบกินและชอบทำอาหารมากๆ (ใครยังไม่ได้ดู ตามไปดู Channel เค้าเลย GG Cooking สอนทำอาหาร!)
ตั้งเป้าแบบไม่ SMART
โค้ชครัช ผมว่าจะอดแป้งไปเลยเพื่อให้ผอมเร็วๆ แล้วก็ปั่นจักรยานวันละ 3 ชั่วโมง แล้วก็ทำ Sit Up วันละ 200 ครั้ง จะได้กล้ามใหญ่ มี Six Pack เร็วๆครับ
ตั้งเป้าหมายแบบ SMART
โค้ชครัช ผมว่าจะค่อยๆลดอาหารประเภทน้ำตาลลง 20% และลด Calorie ให้น้ำหนักตัวลด 0.2-3 KG ต่ออาทิตย์ ผมจะปั่นจักร์ยานสัก 3-4 วันตามที่ว่าง และเรามาดูกันว่า 3 เดือนผมจะลดได้สักเท่าไหร่ แล้ววัดผลด้วยการเทียบรูป ก่อนและหลัง โดยเน้นการยก Bench Press เพื่อพัฒนาให้กล้ามอกใหญ่ขึ้น เราจะวัดผลกันทุกเดือนว่ายกได้หนักขึ้นไหม จะได้รู้ว่าพัฒนาไปแค่ไหนแล้วและใน 1 ปี ผมจะค่อยๆเพิ่ม Calorie ขึ้นและสร้างกล้ามเนื้อช้าๆ ปีหน้าจะได้หุ่นเป๊ะครับ
กรณีที่ 2 น้องซีน
เดิมที : กินวันละ 900 Calories และออกกำลังกายแทบทุกวัน รูปขวา: กินวันละ 1300-1400 Calories และออกกำลังกายอาทิตย์ละ 3-4 ครั้ง
น้ำหนักตัว 50 ปัญหาคืออดอาหารมาก่อน และกินน้อยมากๆๆๆ และต้องออกกำลังกายหนักมาก แทบทุกวันเพื่อให้รักษาหุ่นนี้ไว้
เป้าหมาย: อยากหุ่นดี แบบไม่ทรมาน
ปัญหาที่พบคือน้องทั้งถ่ายหนัง ละคร จึงต้องรักษาหุ่นให้ดีตลอด แต่ทรมานเรื่องการกินมากๆ
ตั้งเป้าหมายแบบไม่ SMART
โค้ชคะ ซีนอยากให้หุ่นลีนขึ้น มีกล้าม แต่น้ำหนักลดต่ำกว่า 50 กิโล อยากขาเล็กๆ ซีนว่าจะวิ่งเยอะๆไม่เล่นเวท และกินแต่ผักผลไม้ และทำ Juice Detox ดื่มแต่น้ำผักผลไม้วันเว้นวันดีมั้ยคะ
ตั้งเป้าหมายแบบSMART
โค้ชคะ 3 เดือนนี้หนูจะเพิ่มกล้ามเนื้อโดยที่ไม่อ้วนขึ้น ถ้าน้ำหนักตัวแกว่งนิดหน่อยไม่เป็นไร แต่หนูจะยก Deadlift ให้ได้จากตอนนี้ 60 KG X 5 ครั้ง เป็น 75 KG X 5 ใน 3 เดือนโดยตั้งเป้าหมายระยะยาวว่าภายใน 1 ปี หนูจะน้ำหนัก 50 เท่าเดิม แต่กล้ามเนื้อเพิ่มขึ้น และไขมันน้อยลง จะได้ดู LEAN และกินได้มากขึ้นค่ะ
ขอบคุณข้อมูลจาก fitjunctions.com
[ads=center]



