สาวๆได้ยินแล้วคงจะรู้สึกเพลียกับการรักษาปัญหาส้นเท้าแตก ว่าควรจะรักษาแบบไหนอย่างไร พูดแล้วก็เหมือนปัญหาโลกแตก ว่าจะมีวิธีไหนบ้างหรือไม่ที่จะทำให้ปัญหาส้นเท้าแตกหายขาดได้ตลอดไป โดยไม่ต้องมานั่งเป็นกังวลอีกต่อไป วันนี้เรามีวิธีที่จะทำให้ส้นเท้าแตกหายไปจากชีวิตของเรา ไม่ยากค่ะ เราไปดูวิธีทำกันเลย
วิธีป้องกันและแก้ไขส้นเท้าแตก
1. เปลือกกล้วยหอม…ยาชั้นดี
กินกล้วยหอมหมดแล้วอย่าเพิ่งโยนเปลือกทิ้งนะคะ นำเอาเปลือกกล้วยหอมมาถูๆตรงๆส้นเท้าที่มีรอยแตก ถูไปถูมา จากนั้นทิ้งไว้ประมาณ10-15 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสะอาด เช็ดให้แห้งพร้อมกับทาครีมบำรุงเท้า วิธีนี้ควรจะทำอย่างน้อยอาทิตย์ละ 2-3 ครั้ง เพราะกรดผลไม้และสารอาหารในเปลือกกล้วยจะช่วยลอกผิวและสมานส้นเท้าที่แตกได้เป็นอย่างดีเลยค่ะ กินกล้วยเสร็จแล้วเปลือกก็สามารถมาทำประโยชน์ได้แบบนี้อีกด้วย แจ๋วจริงค่ะวิธีนี้
2. แช่เท้าในน้ำอุ่น
แช่เท้าในน้ำอุ่นประมาณ 15 นาที จากนั้นใช้หินสำหรับขัดเท้าถูเบาๆต้องรอยแตก ทำเช่นนี้อาทิตย์ละ 2-3ครั้ง เซลล์ที่ตายก็จะค่อยๆหลุดออกไปเอง จากนั้นผิวหนังก็จะผลิตเซลล์ใหม่ขึ้นมาแทนที่เรื่อยๆจนหายขาด จากนั้นอย่าลืมทาครีมบำรุง และเช็ดเท้าให้แห้งนะคะ แค่นี้ก็จะทำให้เท้าของสาวๆดีขึ้นได้แล้ว
3. แช่เท้าด้วยวิธีพิเศษ
ลองนำน้ำอุ่นจนเกือบร้อนมาผสมกับน้ำยาบ้วนปากและน้ำส้มสายชู จากนั้นจึงแช่เท้าลงไป วิธีนี้ไม่ได้มีดีแค่เพียงการแก้ส้นเท้าแตกอย่างเดียวเพียงเท่านั้น แต่ยังสามารถรักษาอาการเท้าเหม็นได้อีกด้วย
4. ไม่เดินเท้าเปล่าหรือปล่อยให้เท้าเย็น
เมื่ออยู่ในบ้านควรใส่รองเท้าสำหรับเดินในบ้าน เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้เท้าเย็นจนส้นเท้าขาดความชุ่มชื้น นอกจากนี้ รองเท้ายังช่วยลดไม่ให้ส้นเท้ากระแทกกับพื้นแรงจนเกินไปด้วย ส่วนในเวลาก่อนนอน ก็ควรสวมถุงเท้าเอาไว้ เพื่อคงความชุ่มชื้นของส้นเท้าให้อยู่ตลอดคืน โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาวด้วยแล้ว การรักษาเท้าให้อุ่นตลอดเวลาย่อมเป็นหนทางที่ดีมากกว่า หากสามารถทำแบบนี้ได้เป็นประจำ ก็จะทำให้ส้นเท้าหายจากอาการแตกและกลับมามีผิวที่เนียนนุ่มขึ้นได้ค่ะ
5. เลือกรองเท้าให้เหมาะสม
การเลือกรองเท้าที่มีขนาดพอดีกับเท้า ใส่แล้วไม่คับหรือหลวมจนเกินไป และมีพื้นที่ไม่แข็งหรือนิ่มจนเกินไป จะช่วยถนอมส้นเท้าคุณได้เป็นอย่างดี และช่วยให้อาการส้นเท้าแตกไม่เกิดกับคุณได้ง่ายๆ
[ads]
6. ลดความอ้วน
เป็นธรรมดาที่คนที่มีน้ำหนักมากกว่าย่อมมีแรงกดทับลงไปบนส้นเท้ามากกว่า หากคุณสามารถลดน้ำหนักได้ จึงเป็นอีกหนึ่งหนทางที่ช่วยรักษาปัญหาส้นเท้าแตกได้ทางอ้อม นอกจากนี้ ยังช่วยให้คุณกลับมามีรูปร่างดี และลดอัตราการเกิดโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ อันเกิดจากสาเหตุของโรคอ้วนได้อีกด้วย
แต่สำหรับใครที่มีอาการหนักมากจนส้นเท้าแตกเป็นรอยเลือดและมีอาการเจ็บแสบ ควรรีบไปพบแพทย์ทันที เพื่อทำการรักษาให้ตรงจุด ซึ่งย่อมจะช่วยให้อาการส้นเท้าแตกหายได้อย่างรวดเร็วมากขึ้น
ข้อมูลจาก http://webboard.edtguide.com/
เรียบเรียงข้อมูลโดย ThaiJobsGov.com
[ads=center]


