‘ปัญหาสังคมก้มหน้า’ กลายเป็นศัตรูหมายเลขหนึ่งของชาติที่ชักจะกำเริบมากขึ้นทุกที! เพราะในยุคนี้สมาร์ทโฟนกลายไปเป็นอวัยวะที่ 33 ของร่ายกายของเราไปแล้ว เวลาไม่มีอะไรทำ คนในยุคปัจจุบันก็จะหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาถูๆไถๆ เพื่อติดตามข่าวสารทั้งที่มีประโยชน์และไม่มีประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นการคุยกับเพื่อนผ่านเฟสบุ๊คหรือไลน์ รวมไปถึงการใช้นิ้วสไลด์หน้าจอเพื่อรับข่าวสารรอบตัวไม่ให้ตกข่าว ก็ล้วนแต่เป็นพฤติกรรมที่หอบเอาปัญหาสุขภาพมาให้ตัวคุณทั้งนั้น หนึ่งในนั้น ก็คือ ปัญหาทางสุขภาพที่มีชื่อว่า “โรคสมาร์ทโฟนเฟซ (Smartphone face)” แต่จะมีลักษณะแบบไหนมาดูกัน
อย่างที่เรารู้ๆกัน ก็คือ มันมีข้อถกเถียงกันมานานมากเกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บต่างๆที่มากับเทคโนโลยีพวกนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีผลต่อสมอง โรคนิ้วล๊อก โรคปวดคอ เรื่องความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง และล่าสุดที่เป็นประเด็นตอนนี้ก็คือ Smartphone face หรือ โรคใบหน้าสมาร์ทโฟน
โรค Smartphone face เป็นโรคที่เกิดจากการก้มลงมองและจ้องไปที่สมาร์ตโฟนหรือแทปเลตมากจนเกินไป ทำให้เกิดการยืดของเส้นใย elastic บนใบหน้า และมีผลทำให้แก้มบริเวณกรามเกิดการย้อยลงมา กล้ามเนื้อบริเวณมุมปากจะตกไปทางคาง
ผู้เชี่ยวชาญชี้แจงว่า “เมื่อคุณนั่งและก้มมองหน้าจออุปกรณ์ของคุณเป็นเวลานาน การเกร็งกล้ามเนื้อบริเวณคอและเพิ่มแรงกดบริเวณแก้ม จะทำให้เกิดอาการดังกล่าวขึ้น และจะเห็นชัดเจนเมื่อถ่ายภาพด้วยตัวเอง หรือใช้ video call ด้วยอุปกรณ์ของตัวเอง”
[ads]
วิธีแก้ไขเมื่อมีอาการ Smartphone face
เท่าที่ศึกษาจากรายงานของทางต่างประเทศ วิธีแก้ไขโรคนี้จะต้องอาศัยการศัลยกรรมยกกระชับใบหน้า การฉีดโบท๊อกพิเศษ หรือการกระชับใบหน้าด้วยคลื่นความถี่สูง ซึ่งวิธีเหล่านี้ล้วนใช้เงินในการรักษาสูงทั้งนั้ย ทางที่ดีที่สุดจึงเป็นการพยายามหาทางป้องกัน ก่อนที่จะเกิดปัญหาที่น่าหนักใจนี้ ด้วยการพยายามก้มลงมองจอให้น้อยลง เปิดใจและเปิดกายออกสู่โลกกว้างให้มากขึ้น ก่อนที่โรคภัยไข้เจ็บอันน่าลำบากใจจะตามคุณได้ทัน
แม้ว่าโลกออนไลน์ในปัจจุบันจะยากเหลือเกินที่จะไม่ติดต่อสื่อสารกับคนอื่นได้ แต่วิธีป้องกันตัวเองให้ห่างจากโรคเหล่านี้ก็ทำได้ไม่ยากเลย เพียงแค่รู้จักแบ่งเวลาให้เหมาะสมเท่านั้นเอง แค่คุณพยายามก้มมองหน้าจอสมาร์ทโฟนให้น้อยลง เล่นโทรศัพท์ ใช้คอมพิวเตอร์ หรือเล่นเกมให้น้อยลง และหันมาออกกำลังกายหรือทานอาหารที่มีประโยชน์ให้มากขึ้น เพียงเท่านี้คุณก็จะมีความสุขกับการใช้ชีวิตได้มากขึ้นแล้ว
ข้อมูลจากประชาชาติธุรกิจ
[ads=center]

