เวลาปวดหัว ตัวร้อน เป็นไข้ คนเราก็มักจะคิดถึงการรับประทานยาพาราเซตามอลก่อนเป็นอันดับแรก เพราะด้วยการที่เป็นยาที่หาซื้อได้ง่าย แก้ได้ทุกโรค และมีติดบ้านเกือบทุกบ้าน จึงไม่น่าแปลกใจที่ทำไมคนเราจะต้องรับประทานยาแก้ปวดชนิดนี้เสียทุกครั้ง ที่รู้สึกว่าตนเองกำลังจะไม่สบาย
“ยาพาราเซตามอล” ถือเป็นยาสามัญที่มีสรรพคุณในการรักษาอาการปวดได้ทั่วไป สามารถใช้ได้ทั้งในคนและในสัตว์ อีกทั้งยังมีวางขายในท้องตลาดอยู่มากมายหลายยี่ห้อ และหลากหลายรูปแบบทั้งแบบชนิดยาเม็ด ยาน้ำ และยาฉีด ใครชื่นชอบยี่ห้อไหนเป็นพิเศษก็จะนิยมหาซื้อยี่ห้อนั้นมารับประทาน แต่ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อไหนๆก็ล้วนแต่มีวัตถุประสงค์เดียวกัน คือ การบรรเทาอาการปวด และช่วยป้องกันไม่ให้คุณป่วยหรือไม่สบายได้
กลไกการทำงานของยาพาราเซตามอล เกิดจากการที่ตัวยามีฤทธิ์ไปยับยั้งการสร้างสารเคมีบางตัว เช่น สารโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ในสมอง ซึ่งจะส่งผลให้อุณหภูมิในร่างกายลดลง ผู้ป่วยจึงมีไข้ที่ลดลงได้ ยาพาราเซตามอลมีสรรพคุณในการบรรเทาอาการปวดได้ตั้งแต่ระดับน้อยไปจนถึงระดับปานกลาง และสามารถรับประทานก่อนหรือหลังอาหารก็ได้ โดยไม่มีผลต่อการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตาม ยาพาราเซตามอลไม่มีความสามารถในการลดการอักเสบ หรือแก้ฟกช้ำจากการถูกกระแทกจากภายนอกได้
[ads]
รูปแบบของยาพาราเซตามอลโดยส่วนใหญ่จะพบเห็นเป็นยาเม็ดมากที่สุด แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับอาการของโรคและความต้องการยาของผู้ป่วยด้วยว่าเหมาะสมกับการรับประทานยาชนิดไหน เนื่องจากแต่ละบุคคลก็มีการตอบสนองต่อยาในรูปแบบที่แตกต่างกัน อีกทั้งโรคประจำตัวบางโรคของแต่ละคน ก็อาจส่งผลต่อระดับการรับยาในปริมาณที่แตกต่างกันออกไปด้วย
โดยปกติยาพาราเซตามอลกว่า 95% จะถูกเมตาโบไลซ์ที่ตับด้วยกระบวนการ conjugation ซึ่งจะได้ออกมาเป็น “สารที่ไม่เป็นพิษ” สารตัวนี้จะถูกขับออกจากร่างกายทางปัสสาวะ และไม่ตกข้างเป็นภาระของร่างกาย ส่วนที่เหลืออีก 5% จะถูกเมตาโบไลซ์โดยเอนไซม์ Cytochrome P-450 และได้เป็น “สารที่พิษ คือ N-acetyl-p-Benzoquinoneimine (NAPQI)” แต่อย่างไรเสีย สารพิษตัวนี้ก็จะถูกกำจัดออกทางปัสสาวะอยู่แล้ว แต่สำหรับใครที่รับประทานยาพาราเซตามอลเกินขนาด ความสามารถในการกำจัดสารพิษชนิดร้ายก็จะลดน้อยลง และส่งผลให้เกิดความเป็นพิษต่ออวัยวะต่างๆของร่างกาย โดยเฉพาะตับและไตได้
จะเห็นได้ว่า แม้ว่าทุกคนจะรู้ดีว่ายาพาราเซตามอลเป็นยาที่ใช้กันได้โดยทั่วไป แต่การรับประทานยาเกินขนาดก็สามารถส่งผลเสียต่อร่างกายได้เช่นกัน อาการที่เกิดขึ้นเช่น เช่น เกิดอาการระคายเคืองต่อระบบทางเดินอาหาร ความดันโลหิตสูง ผื่นคัน ปวดศีรษะหรือหอบหืด เป็นต้น การรับประทานยาในปริมาณที่แพทย์แนะนำ จึงเป็นวิธีการที่เหมาะสมที่สุดที่คุณจะสามารถหายจากอาการป่วยไข้ และมีสุขภาพที่ดีไปได้ในเวลาเดียวกัน
โดยปริมาณที่แนะนำในผู้ใหญ่ไม่ควรบริโภคเกิน 4 กรัม/วัน ส่วนเด็กก็ต้องลดปริมาณให้น้อยลง นอกจากนี้ ควรขอคำแนะนำจากแพทย์หรือเภสัชกรในกรณีที่ไม่แน่ใจหรือมีข้อสงสัย ทั้งนี้ก็เพื่อความปลอดภัยในการใช้ยา และจะได้มีสุขภาพที่แข็งแรงได้ตลอดไป
เรียบเรียงข้อมูลโดย ThaiJobsGov.com
[ads=center]

