มะเร็งหาย เบาหวานมลาย หัวใจแข็งแรง ได้ด้วย ‘สเต็มเซลล์’



ไม่มีใครอยากป่วย ไม่มีใครอยากตาย แต่ก็ยากที่จะฝืนชะตาชีวิตได้ คำพูดนี้คงเป็นจริงเสมอในอดีต แต่สำหรับปัจจุบัน อาจจะไม่เป็นเช่นนั้นเสมอไป เพราะแพทย์ได้มีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่เรียกว่า “การปลูกถ่ายสเต็มเซลล์” ขึ้นมา เทคโนโลยีที่ว่านี้มีดีแค่ไหน และต้องทำอย่างไร ต้องดู!!

34.2

สเต็มเซลล์ถูกค้นพบมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2503 แล้ว แต่ในยุคแรกๆของการศึกษาวิจัย นักวิทยาศาสตร์ได้เริ่มต้นจากการศึกษาวิจัยสเต็มเซลล์ที่ได้จากร่างกายโดยใช้เนื้อเยื่อที่โตเต็มวัยก่อน เพื่อใช้ในการทดลองรักษาผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่องชนิดปฐมภูมิ แต่หลังจากนั้นก็ได้มีการวิจัยต่อยอดไปเรื่อยๆ โดยในปี พ.ศ. 2544 ได้มีการนำเอาสเต็มเซลล์ของตัวอ่อนมาเพาะเป็นเซลล์เม็ดเลือด ซึ่งการวิจัยครั้งนี้นับเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญ และถูกใช้ในการรักษาโรคต่างๆทดแทนการใช้ยา การผ่าตัด การปลูกถ่ายเนื้อเยื่อ หรือการปลูกถ่ายอวัยวะ ที่อาจจำเป็นต้องใช้เวลาในการรักษาให้หายขาดที่ยาวนานมากกว่าการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์ การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ จึงถือเป็นทางเลือกใหม่ ที่สามารถช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิต หรือช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บได้รวดเร็วมากขึ้น

การวิจัยเรื่องสเต็มเซลล์ในปัจจุบันมีอยู่ 2 แบบหลักๆ ได้แก่ ‘สเต็มเซลล์จากตัวอ่อนมนุษย์ (Embryonic Stem Cell)’ และ ‘สเต็มเซลล์เต็มวัย (Adult Stem Cell)’  โดยหากเป็นเซลล์ต้นกำเนิดจากตัวอ่อน จะสามารถเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์ได้เกือบทุกชนิดในร่างกาย ในขณะที่เซลล์ต้นกำเนิดจากตัวเต็มวัย จะสามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์เฉพาะในเนื้อเยื่อนั้นๆ เช่น สเต็มเซลล์ของเลือด สามารถเปลี่ยนเป็นเม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด ได้เท่านั้น ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นอวัยวะหรือเนื้อเยื่ออื่นๆได้

[ads]

ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่เราจะมีชีวิตอยู่อย่างไร้โรคภัยไข้เจ็บ หรือมีร่างกายแข็งแรงได้ตลอดไป เพราะด้วยการใช้ชีวิตที่ผิดเพี้ยนไป มลภาวะที่เป็นพิษร้ายแรง หรือการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้ป่วยได้ง่ายขึ้นทั้งนั้น แต่ถึงแม้ว่าจะป่วยร้ายแรงมากแค่ไหน การแพทย์ก็มีการพัฒนาขึ้นมาเพื่อเยียวยาความเจ็บป่วยได้ทั้งสิ้น ซึ่งวิธีการทางการแพทย์ที่มีส่วนช่วยรักษาโรคได้เป็นอย่างดีที่จะพูดถึงในที่นี้ ก็คือ สเต็มเซลล์ (Stem Cell) หรือเซลล์ต้นกำเนิด ซึ่งเป็นเซลล์ชนิดพิเศษที่พบได้ในทุกช่วงเวลาของการเจริญเติบโตในสิ่งมีชีวิต และสามารถแบ่งตัวขึ้นมาใหม่ได้ครั้งแล้วครั้งเล่าอย่างไม่มีจำกัดจำนวน อีกทั้งยังเป็นเซลล์ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจง แต่สามารถเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้ ดังนั้น เราจึงสามารถเปลี่ยนแปลงสเต็มเซลล์ให้กลายไปเป็นเซลล์ได้เกือบทุกชนิดในร่างกาย ไม่ว่าจะเป็นเซลล์ผิวหนัง สมอง หัวใจ กล้ามเนื้อ และเซลล์เม็ดเลือด

ในปัจจุบัน ประเทศไทยได้มีการวิจัยสเต็มเซลล์ในส่วนของเซลล์เต็มวัยมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะสเต็มเซลล์ส่วนที่ได้จากไขกระดูกและสายสะดือของเด็กหลังคลอด ซึ่งสามารถนำมารักษาโรคต่างๆได้อย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น มะเร็งเม็ดเลือด หลอดเลือดหัวใจตีบตัน เบาหวาน หรือธาลัสซีเมีย เป็นต้น ทำให้การเก็บสเต็มเซลล์ของเด็กแรกเกิด กลายมาเป็นหนึ่งในธุรกิจใหม่ที่เปิดโอกาสให้คุณแม่ได้ตัดสินใจว่าต้องการเก็บสเต็มเซลล์ของลูกตัวเองไว้หรือไม่ เพราะหากในอนาคตลูกของตนเกิดโรคร้าย ก็จะสามารถนำเอาสเต็มเซลล์นี้มารักษาชีวิตของพวกเขาได้

34.1

สเต็มเซลล์ จึงมีหน้าที่ในการทดแทนเซลล์ที่เสื่อมสภาพไปหลังจากที่คุณใช้ชีวิตอย่างหนักหน่วงหรือเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันบางอย่าง โดยมีหลักการที่สำคัญคือ การใช้สเต็มเซลล์ของตัวเองไปเพาะเลี้ยงภายนอกให้เพิ่มจำนวนมากขึ้น แล้วจึงนำกลับเข้ามาสู่ร่างกายของตัวเองอีกครั้ง การกระทำเช่นนี้จะไม่ก่อให้เกิดการต่อต้านภายในร่างกาย เนื่องจากเป็นการใช้ยารักษาโรคที่มาจากร่างกายตัวเอง สเต็มเซลล์จึงน่าจะเป็นวิธีการที่สำคัญที่สามารถนำมาใช้เพื่อรักษาผู้ป่วยจากโรคภัยต่างๆได้  

อย่างไรก็ตาม ยังไม่เป็นที่ชัดเจนว่าการปลูกถ่ายสเต็มเซลล์จะสามารถรักษาโรคได้สำเร็จในทุกกรณี เพราะก็เคยมีกรณีที่ใช้สเต็มเซลล์แล้วไม่ประสบผลสำเร็จในการรักษาด้วยเช่นกัน และมีรายงานผู้ป่วยที่เสียชีวิตมาแล้วด้วย ดังนั้น ก่อนจะตัดสินใจเข้ารับการรักษา จึงควรขอคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้ดีเสียก่อน และใช้วิจารณญาณไตร่ตรองให้รอบคอบด้วย จึงจะได้รับสิ่งตอบแทนที่เหมาะสมที่สุดจริงๆ

 

นี่คงเป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับคนที่อยากมีสุขภาพดีตลอดเวลา และช่วยให้มีอายุอยู่ได้อย่างยาวนานมากยิ่ง

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย ThaiJobsGov.com

[ads=center]