หลังจากที่มีคลิปสุดสยองของสมาชิกเฟซบุ๊ก ที่มีชื่อว่า จ.ส.อ.อุดม สร้อยเงิน ได้เผยแผ่ออกมาสู่สายตาของชาวโซเชี่ยวเนตเวิร์ค ซึ่งเป็นคลิปวิดีโอที่มีนายทหารนายหนึ่ง ชำแหละเอาชิ้นส่วนภายในของแมลงชนิดต่างๆ ทั้งที่นิยมนำไปทำอาหารรับประทานออกมา แล้วพบว่าในตัวแมลงเหล่านี้ล้วนแต่มีพยาธิอาศัยอยู่ภายในทั้งนั้น โดยลักษณะของพยาธิที่ว่านี้จะเป็นหนอนตัวยาวๆ และมีไข่พยาธิอยู่เต็มท้อง ทำเอาพ่อค้าแม่ขายแมลงทอดทั้งหลายขาดรายได้กันไปยกใหญ่ เพราะคงไม่มีใครกล้าที่จะรับประทานแมลงทอดพวกนี้ที่เต็มไปด้วยหนอน แมลง หรือพยาธิอีก
[ads]
แต่แล้วข้อข้องใจทั้งหมดที่ใครๆกำลังสงสัย ก็ถูก ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาชี้แจงแถลงความจริง ก่อนที่ใครหลายๆต่อหลายคนจะพากันวิตกจริตกับเรื่องราวดังกล่าวนี้กันไปเสียหมด โดยอาจารย์ได้อธิบายถึงพยาธิที่พบในตัวแมลงชนิดดังกล่าวนี้ว่า
“พยาธิที่เห็นในตัวแมลง ทั้งจิ้งหรีดหรือตั๊กแตนนี้ มีชื่อว่า “พยาธิขนม้า หรือ horsehair worm” สิ่งมีชีวิตนี้จะอาศัยอยู่ตามแหล่งน้ำธรรมชาติ โดยจะมีลักษณะที่สำคัญ คือ มีลำตัวยาวประมาณ 1 ฟุต และเป็นปรสิตที่อาศัยและเจริญเติบโตในสัตว์จำพวกแมลงและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง โดยตัวอ่อนของแมลงที่อาศัยอยู่ในน้ำ จะรับเอาตัวอ่อนพยาธิชนิดนี้เข้าไปและเจริญเติบโตอยู่ในแมลงนั้นๆ เมื่อถึงเวลาที่พยาธิโตเต็มวัย พวกมันก็จะออกมาจากตัวแมลงเหล่านั้น และอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำอย่างอิสระ
ภาพจาก : http://en.wikipedia.org/wiki/Nematomorpha
อีกทั้ง อาจารย์ยังชี้แจงเพิ่มเติมอีกว่า ก่อนการนำแมลงทอดมารับประทาน จำเป็นต้องทำให้สุกเสียก่อน ซึ่งหากแมลงเหล่านี้ถูกทำให้สุกด้วยระดับความร้อนที่เหมาะสมแล้ว พยาธิขนม้าที่เป็นปรสิตอยู่ภายในก็จะตายไปเองตามธรรมชาติ แต่หากเผลอรับประทานพยาธิชนิดนี้เข้าไปทั้งๆที่ยังไม่ตาย พยาธิชนิดนี้ก็ไม่อาจจะเจริญเติบโตในร่างกายของคนหรือสัตว์เลี้ยงได้ เนื่องจากสภาวะภายในของร่างกายของคนและสัตว์ไม่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพยาธิชนิดนี้ ดังนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า พยาธิขนม้าไม่ถือเป็นอันตรายต่อสัตว์มีกระดูกสันหลัง เพียงแค่อาจทำให้คุณรู้สึกไม่สบายท้องเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ภาพจาก : http://www.jeraldinephneah.me/2013/05/horsehair-worm-nematomorpha.html
ต่อไปนี้ ก็คงจะสบายใจกันแล้วสินะคะ ว่าการบริโภคแมลงทอดแสนกรอบอร่อยที่คุณติดอกติดใจกันอยู่นั้น ไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด แต่ถ้าจะให้ดี ก็ต้องรับประทานแบบสุกนะคะ จะได้ปลอดภัยต่อร่างกายแบบสุดๆไปเลย
[ads=center]

