แจง ยาฆ่าพยาธิ ‘ไอเวอร์เม็กติน’ ยับยั้งโควิดแค่หลอดทดลอง





กรมการแพทย์แจงยาฆ่าพยาธิ “ไอเวอร์เม็กติน” ยับยั้งโควิดแค่ในหลอดทดลอง ยังไม่มีข้อมูลวิจัยทางคลินิก ร่วมรพ.ศิริราชศึกษาการใช้ในผู้ป่วยให้เสร็จ 3-4 เดือน

เมื่อวันที่ 30 มิ.ย.64 นพ.สมศักดิ์ อรรฆศิลป์ อธิบดีกรมการแพทย์ แถลงข่าวกรณีการแชร์ข้อมูลวิจัย “ยาไอเวอร์เม็กติน” รักษาโควิด 19 ลดการเสียชีวิต ว่า ยาไอเวอร์เม็กตินได้รับการยอมรับในการใช้ฆ่าพยาธิ ทั้งจากองค์การอนามัยโลก และ อย.สหรัฐ แต่นำมาทดลองพบว่า หยุดยั้งการเจริญเติบโตของไวรัสทั้ง RNA และ DNA รวมไวรัสโควิด 19 ในระดับหลอดทดลอง แต่ไม่ได้หมายความว่าการใช้ในคนจะสำเร็จ

นพ.สมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ระบบการรักษาโควิด-19 ของประเทศไทยเชิญผู้เชี่ยวชาญจากโรงเรียนแพทย์ เช่น ศิริราช รามาธิบดี จุฬาลงกรณ์ สมาคมโรคติดเชื้อแห่งประเทศไทย สมาคมอุรเวชช์แห่งประเทศไทย และ รพ.ของกรมการแพทย์ มาหารืออัพเดตองค์ความรู้การรักษา และดูหลักฐานเชิงประจักษ์ต่างๆ เพื่อทำแนวทางการรักษาเหมือนกับโรคอื่นๆ อัพเดตทุกเดือน

ล่าสุดคือฉบับที่ 15 จัดทำออกมาเมื่อวันที่ 25 มิ.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งระบุในหมายเหตุถึงยาไอเวอร์เม็กตินว่า มีข้อมูลการศึกษาในหลอดทดลองเบื้องต้นว่า ยาไอเวอร์เม็กตินเสริมฤทธิ์กับยาฟาวิพิราเวียร์ แต่ยังไม่มีข้อมูลการศึกษาวิจัยทางคลินิก หลักฐานเชิงประจักษ์ยังไม่เพียงพอ ยังไม่ใช่การรักษามาตรฐาน แต่ไม่ได้ห้ามใช้ การใช้ยาขอให้เป็นไปตามดุลยพินิจของแพทย์

“ข้อมูลทางวิชาการยังไม่ชัดและขัดแย้งกันอยู่ มีทั้งรายงานที่ใช้แล้วได้มีประโยชน์ บางรายงานพบว่ามีโทษ หรืออาจทำให้แย่ลง จึงยังสรุปไม่ได้ชัดเจน นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร ที่ปรึกษา ศบค. จึงมีมติให้กรมการแพทย์ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญและเร่งศึกษาในประเทศไทย กรมการแพทย์จึงหารือกับ รพ.ศิริราช จะศึกษายาไอเวอร์เม็กตินในผู้ป่วยโควิด-19 ให้เสร็จใน 3-4 เดือน โดยร่วมกับ ศ.พญ.ยุพิน ศุพุทธมงคล หัวหน้าสาขาวิชาโรคติดเชื้อ และอายุรศาสตร์เขตร้อน ภาควิชาอายุรศาสตร์” นพ.สมศักดิ์ กล่าว

อธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวว่า การศึกษาเป็นแบบ Real World Study ต้องศึกษาในคนจำนวนมากอาจต้องเป็นหลักพันคนขึ้นไป ก็จะมีความน่าเชื่อถือทางวิทยาศาสตร์ ก็จะศึกษาผู้ป่วยในพื้นที่ กทม. โดยแบ่งกลุ่มที่รับยาตามแนวทางรักษามาตรฐานร่วมกับยาไอเวอร์เม็กติน และกลุ่มที่รับยาตามมาตรฐานอย่างเดียว

อย่างไรก็ตาม ปกติการใช้ยาไอเวอร์เม็กตินรักษาพยาธิ จะให้ยา 2 เม็ด เป็นเวลา 2 วัน แต่การนำมาใช้กับโควิดต้องใช้นานกว่านั้น ซึ่งผลระยะยาวแม้มีคนบอกว่ายานี้ค่อนข้างปลอดภัย แต่มีรายงานว่าอาจมีปัญหาเรื่องตับได้ ส่วนที่มีคนอ้างว่าอินเดียเคยใช้ จริงๆ แล้วเคยใช้อยู่พักหนึ่ง และรัฐบาลอินเดียประกาศเลิกใช้แล้ว เนื่องจากข้อมูลยังไม่ชัดเจน จึงขอให้หยุดใช้จนกว่าจะมีหลักฐานชัดเจน

 

ข่าวจาก : ข่าวสด

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ๆ
- ไม่สามารถ copy ข้อความจากที่อื่น แล้วนำมา paste ในช่องแสดงความคิดเห็น
- ไม่สามารถใส่ชื่อเว็บไซต์ใด ๆ ก็ตาม ลงในช่องแสดงความคิดเห็น
- ระบบสามารถรับข้อความ ได้สูงสุดเพียง 2,000 ตัวอักษร ต่อหนึ่งครั้ง
- ผู้ดูแลเว็บไซต์ จะลบข้อความที่ไม่เหมาะสม และข้อความโฆษณาสินค้า หรือบริการ