“อนุทิน” แถลงจับ ขบวนการหักหัวคิว ฉีดวัคซีนโควิดศูนย์บางซื่อ เสียหาย7ล้าน





อนุทิน แถลงจับ ขบวนการ งาบหัวคิว ฉีดวัคซีนโควิดศูนย์บางซื่อ เสียหายกว่า 7 ล้าน พบประชาชน ตกเป็นเหยื่อ ประมาณ 7,000-10,000 ราย

วันที่ 27 ก.ย.2564 ที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.สาธารณสุข แถลงข่าวจับกุมผู้ต้องหา นายหน้าเก็บเงินผู้มารับการฉีดวัคซีนโควิด 19 ที่ศูนย์ฉีดวัคซีนกลางบางซื่อ ว่า สธ.ร่วมกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและกองบังคับการตำรวจรถไฟ จับกุมผู้กระทำผิดเรียกรับผลประโยชน์จากผู้ที่มาฉีดวัคซีนที่ศูนย์บางซื่อ


นายอนุทิน กล่าวว่า ตนในฐานะ รมว.สธ.ขอขอบคุณ พญ.มิ่งขวัญ วิชัยดิษฐ ผอ.ศูนย์ฉีดวัคซีน ที่สังเกตเห็นความผิดปกติของจำนวนยอดผู้ลงทะเบียนฉีดวัคซีนช่วง มิ.ย.-ก.ค. จึงแจ้งตำรวจรถไฟ เฝ้าระวังสังเกตการณ์จนมั่นใจว่าผู้ต้องหามีการกระทำทุจริตแน่นอน จึงเข้าจับกุมพบผู้ต้องหาหลายราย วันนี้นำตัวผู้ต้องหา 2 คน เป็นสามี – ภรรยา มาทำแผนประกอบคำรับสารภาพให้มีความแน่ใจ โดยผู้ต้องหาให้การสารภาพแล้ว จากนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจจะสอบสวนในเชิงรายละเอียดต่อไป

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า การฉีดวัคซีนโควิด 19 เป็นภาระและหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องดูแลคนไทยทุกคน รวมถึงบุคคลสัญชาติอื่นที่พำนักในไทย ซึ่งเราพูดตลอดว่าวัคซีนที่รัฐจัดหาฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย ทั้งตัววัคซีน การฉีด อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง การดูแลอาการข้างเคียง เป็นภาระเป็นค่าใช้จ่ายที่รัฐบาลรับผิดชอบทั้งสิ้น

ขอให้กรณีนี้เป็นบทเรียนและเป็นเครื่องเตือนความจำว่า ประชาชนเข้ารับบริการฉีดวัคซีนโควิด 19 ไม่ว่าที่ใดของภาครัฐ ต้องไม่ยอมรับการเรียกรับใดๆ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่รัฐหรือบุคคลอื่น หากพบการเรียกร้องผลประโยชน์และค่าใช้จ่ายให้แจ้งเจ้าหน้าที่ประจำศูนย์ฉีดวัคซีนทุกแห่งของรัฐ จะไม่ตกเป็นเหยื่อในยามสถานการณ์วิกฤตโควิด โดยพรุ่งนี้จะมีการดำเนินคดีอย่างถึงที่สุดไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง

นอกจากนี้ ได้กำชับอธิบดีกรมการแพทย์และ ผอ.ศูนย์บางซื่อให้เชิญผู้ประกอบการค่ายมือถือทั้ง 4 แห่งมาหารือร่วมกัน ซึ่งการมาเป็นจิตอาสาเป็นเรื่องดี แต่อาจต้องขอให้ตรวจสอบประวัติเจ้าหน้าที่ที่ส่งมาช่วยเหลือด้วย เพราะผู้ต้องหา 2 รายนี้แม้ไม่ได้เป็นพนักงานบริษัทโอเปอเรเตอร์ แต่เป็นผู้รับเหมาช่วงอีกทอดหนึ่งจึงอาจจะหลุดบ้าง เริ่มจากการช่วยเหลือญาติพี่น้องแล้วเห็นช่องทางมีผลประโยชน์เล็กน้อย จึงเริ่มขยายการกระทำไปเรื่อยๆ จนได้ประโยชน์จากการขายคิว 4 ล้านบาท

ถือเป็นเงินจำนวนมาก จะอ้างว่าไม่ได้มาตัดสิทธิ์ประชาชนคนอื่นฟังไม่ขึ้น เพราะคนที่เข้ามาช่วยลงทะเบียนนั้นจะต้องไม่มีญาติ ไม่มีเพื่อน ไม่มีฝูง ใครมีสิทธิ์ต้องได้คิวก่อน จะมีการหารือเพื่อหาแนวทางเยียวยาผู้ได้รับความเดือดร้อนต่อไป

พล.ต.ต.อำนาจ ไตรพจน์ ผบก.รฟ. กล่าวว่า ผู้ต้องหาทั้งหมด 7 คน คือ 1.น.ส.ภคมน หอมภักดิ์ 2. นายวิชญพงศ์ ธีรอังคณานนท์ 3. นางสุรีนาฎ ปัทมวิชัยพร 4.นายจุมพล ศรียาภัย 5.น.ส.บัณฑิตา รุ่งสว่าง 6. น.ส.กรรติมา ยางทอง 7.นายหทัยชนก บริรักษ์ โดยมีการตั้ง 2 ข้อหา คือ ฉ้อโกง และร่วมกันเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ ในจำนวนผู้ต้องหา 7 รายนี้ พบว่า 2 ราย เป็นคนคีย์ข้อมูลที่ศูนย์ฉีด ส่วนอีก 5 คน เป็นคนจัดหาประชาชนมาฉีด

ด้านพญ.มิ่งขวัญ กล่าวว่า ศูนย์ฯ ตรวจพบความผิดปกติหลัก 2 ประการ ตั้งแต่วันที่ 18 ก.ค. คือ 1.พบการนัดล่วงหน้าจำนวนสูงผิดปกติมากกว่าจำนวนที่เจ้าหน้าที่ศูนย์ฯ เป็นผู้นำเข้าสู่ระบบฐานข้อมูลด้วยตนเอง พบหลักร้อยและหลักพันช่วงวันที่ 18-27 ก.ค. และพบจำนวนนัดผิดปกติสูงสุดวันที่ 28 ก.ค. 2,827 คน ซึ่งเป็นช่วงโค้งสุดท้ายของการเปิด walk-in และ 2.ช่วงเวลาอัปโหลดข้อมูลนัดล่วงหน้าเข้าระบบ โดยช่วง ก.ค. ศูนย์งดรับนัดล่วงหน้าจากองค์กรภายนอกเกือบทั้งหมด

เจ้าหน้าที่ศูนย์ จึงอัปโหลดข้อมูลเข้าระบบเสร็จภายในเวลา 18.00 น. ของแต่ละวัน แต่กลับมีข้อมูลอัปโหลดเข้าสู่ระบบส่งข้อมูลนัดหมายล่วงหน้าอีกจำนวนมากหลัง 22.00 น. ของทุกวัน ประกอบกับศูนย์ฯ ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีการซื้อขายคิวจากประชาชน นำสู่การตรวจสอบพบทุจริตจากการใช้ Users 19 login ในกลุ่มจิตอาสาของ 1 ในเครือข่ายโทรศัพท์มือถือที่มาช่วยคีย์ข้อมูล

และแจ้งความดำเนินคดีนำสู่การจับกุมตัวการสำคัญในวันนี้ พบประชาชนตกเป็นเหยื่อช่วง ก.ค. ประมาณ 7,000-10,000 คน ความเสียหายราว 7 ล้านบาท ขณะนี้ปิดข้อมูลบุคคลอื่นไม่ให้ใครคีย์แล้ว ผู้ที่จะทำการเพิ่มข้อมูลหรือปรับเปลี่ยนข้อมูลมีเพียงเจ้าหน้าที่ของกรมการแพทย์และสถาบันโรคผิวหนังเท่านั้น

ด้าน ผู้ต้องหาหญิง กล่าวระหว่างทำแผนประกอบคำรับสารภาพว่า เดิมที่ใส่ชื่อคนอื่นเพิ่มในระบบ เพราะต้องการช่วยเหลือคนรู้จักและเพื่อนๆ เพราะช่วงนั้นวัคซีนเข้ามาในประเทศไม่มาก อยากให้เพื่อนได้รับวัคซีนเร็ว แรกๆ ไม่ได้รับเงิน แต่เนื่องจากมีเพื่อนบอกต่อๆ กันไป จึงมีคนมาให้ช่วยทำและเสนอว่าจะให้เงิน ตนก็รับรายละ 200 บาท ที่ข่าวว่ารับรายละพันเป็นการบอกต่อๆ กันและบวกเพิ่มกันเอง รายได้ที่ได้ยอมรับว่าได้มาประมาณ 3-4 ล้านบาท ไม่ใช่เป็นพันล้านบาท

ถ้าได้ขนาดนั้นคงหนีออกนอกประเทศไปแล้ว ส่วนเงินที่ได้มานำไปใช้หนี้ เพราะเงินที่ได้รับจากการทำงานที่ศูนย์วัคซีนบางซื่อวันละ 500 บาทไม่พอ และสิ่งที่ทำก็ไม่ได้เป็นการแย่งคิวหรือแย่งสิทธิ์ใคร เพียงแต่นำชื่อเข้าระบบและทราบมาว่าศูนย์วัคซีนบางซื่อเป็นศูนย์ที่ได้รับวัคซีนมากที่สุดในประเทศไทย

ข่าวจาก ข่าวสดออนไลน์

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ๆ
- ไม่สามารถ copy ข้อความจากที่อื่น แล้วนำมา paste ในช่องแสดงความคิดเห็น
- ไม่สามารถใส่ชื่อเว็บไซต์ใด ๆ ก็ตาม ลงในช่องแสดงความคิดเห็น
- ระบบสามารถรับข้อความ ได้สูงสุดเพียง 2,000 ตัวอักษร ต่อหนึ่งครั้ง
- ผู้ดูแลเว็บไซต์ จะลบข้อความที่ไม่เหมาะสม และข้อความโฆษณาสินค้า หรือบริการ