สธ.เตรียมชง หญิงท้อง WFH 100% ชี้เสี่ยงตายสูงกว่า อย่ากลัวให้รีบมาฉีดวัคซีน





เครือข่ายภาคประชาชน ยื่น 4 ข้อเรียกร้อง สธ.ดูแลหญิงท้องติดโควิดถูกปฏิเสธรักษา ยอดฉีดวัคซีนต่ำ อัตราตายสูง ด้าน สธ.ขานรับ ชงออกข้อบังคับคนท้องทำงานที่บ้าน 100 % ขอภาคประชาชนช่วยสื่อสารหญิงท้องมารับวัคซีน มีประสิทธิภาพ ปลอดภัยทุกชนิด

เมื่อวันที่ 27 ส.ค. นายชูวิทย์ จันทรส เลขาธิการมูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว น.ส.จรีย์ ศรีสวัสดิ์ หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมภาคีเครือข่าย มูลนิธิหญิงชายก้าวไกล และนายศิวารินท์ จันทสิทธิ์ ประธานกลุ่มสหภาพแรงงานย่านรังสิตและใกล้เคียง พร้อมเครือข่ายภาคประชาชนเดินทางมายื่นหนังสือถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ขอให้ สธ.มีมาตรการเร่งด่วนป้องกันและแก้ไขปัญหาหญิงตั้งครรภ์ติดโควิด 19 พร้อมแสดงกิจกรรมเชิงสัญลักษณ์ “ขอวัคซีนให้คนท้อง-อย่าเทอย่าทิ้งเรา” โดยมี นพ.โสภณ เมฆธน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำ สธ. นพ.อรรถพล แก้วสำฤทธิ์ รองอธิบดีกรมอนามัย นพ.ณัฐพงศ์ วงศ์วิวัฒน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์ และ ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) รับมอบ

น.ส.จรีย์ กล่าวว่า หญิงตั้งครรภ์ได้รับความเดือดร้อนจากการระบาดของโควิด 19 ทั้งการติดเชื้อ การรักษา บางรายติดโควิดกำลังจะคลอดก็ถูก รพ.ปฏิเสธ โดยระบุว่าเกินศักยภาพ บางรายถูกเรียกเก็บค่ารักษา รวมถึงการทำงานนั้นสถานประกอบการยังต้องพบคนหมู่มาก จึงขอเสนอต่อ สธ. คือ 1.ขอให้กำกับดูแล รพ.ที่รับฝากครรภ์ ไม่ควรปฏิเสธการทำคลอด-รักษาหญิงตั้งครรภ์ที่ติดโควิด 19 หากเกินศักยภาพ ต้องมีเจ้าหน้าที่ดูแล ประสานต่อ ไม่ปล่อยให้ผู้ป่วยและครอบครัวไปหาสถานพยาบาลเอง 2.เร่งฉีดวัคซีนให้หญิงตั้งครรภ์ 12 สัปดาห์ขึ้นไปให้ครอบคลุมมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันฉีดวัคซีนไม่ถึง 3% ขณะที่อัตราการเสียชีวิตในหญิงตั้งครรภ์สูงถึง 2.5%

3. กรณีหญิงตั้งครรภ์ติดโควิด 19 เสียชีวิต หรือลูกเสียชีวิต หรือเสียชีวิตทั้งแม่ทั้งลูก รพ.ต้องจัดให้นักสังคมสังเคราะห์ประเมิน และวิเคราะห์รายกรณี เพื่อประสานการช่วยเหลือ เยียวยาสภาพจิตใจครอบครัว ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เป็นต้น และ 4. สธ.ต้องเชื่อมต่อกับโรงงานต่างๆ ให้บริษัทมีการตรวจคัดกรองเชิงรุกให้กับคนงานต่อเนื่องเพื่อแยกผู้ติดเชื้อออกมารักษาตามระบบป้องกันการแพร่กระจายสู่ผู้อื่น สนับสนุนให้แต่ละสถานประกอบการมี Factory isolation ที่มีมาตรฐาน โดยมีบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาลในการดูแลผู้ติดเชื้อ มีระบบการประสานส่งต่อคนงานที่มีอาการเริ่มรุนแรง รวมเชื่อมโยงการทำ Home isolation ที่ถูกต้อง

นพ.โสภณ กล่าวว่า สธ.รับข้อเรียกร้องและเห็นด้วยทั้ง 4 ข้อ เพราะ สธ.ก็มีการประชุมเมื่อวันที่ 26 ส.ค. มีการยกปัญหาการดูแลหญิงตั้งครรภ์ในช่วงโควิด เพราะมีอัตราการเสียชีวิตมากกว่าคนทั่วไป 2.5 เท่า และไม่ใช่แค่ชีวิตเดียว เป็นเรื่องที่น่าเสียใจ จึงต้องช่วยกันดูแล ดังนั้น หากป่วยจะต้องเข้ารับการรักษาพยาบาล ฝากท้องที่ไหนต้องคลอดที่นั่น หากเกินศักยภาพจะต้องดูแล ส่งต่อ สำหรับการรักษาจะใช้ยาเรมดิซีเวียร์ ซึ่งจะมีการกำชับให้มากขึ้นเพราะไม่อยากให้เกิดการสูญเสีย ทั้งนี้ ดีที่สุดคือการป้องกันโดยการฉีดวัคซีน ซึ่งขณะนี้หญิงตั้งครรภ์สามารถฉีดได้ที่คลีนิกต่างๆ ส่วนเรื่องการทำงานได้มีการทำบับเบิลแอนด์ซีลอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม กรมอนามัยได้จัดแนวทางการทำงานของหญิงตั้งครรภ์ เสนอต่อที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข (ศปก.สธ.) พิจารณาออกข้อบังคับให้หญิงตั้งครรภ์ทำงานที่บ้าน (work from home) 100% จากเดิมที่เป็นเพียงมาตรการขอความร่วมมือ

“แต่ปัญหาคือตอนนี้หญิงตั้งครรภ์มีความกลัวการฉีดวัคซีน จึงอยากจะฝากเครือข่ายฯ ให้ช่วยสื่อสารว่าวัคซีนที่จัดให้กับหญิงตั้งครรภ์นั้นมีความปลอดภัยและคุ้มค่าที่จะเข้ามารับการฉีดวัคซีน นอกจากนี้ ยังเสนอให้ทำงานที่บ้านต่อกระทรวงแรงงานและกระทรวงอุตสาหกรรม ซึ่งก็รับเรื่องแล้ว แต่ว่าจะมีการกำหนดให้มีการปฏิบัติจริงได้อย่างไร” นพ.โสภณ กล่าว

ทพ.อาคม กล่าวว่า ตามกฎหมายกำหนดให้โรคโควิด 19 เป็นการเจ็บป่วยฉุกเฉิน สถานพยาบาลต้องให้การรักษา ปฏิเสธไม่ได้ หากเกินศักยภาพต้องดูแลประสานส่งต่อ ทั้งนี้ หากฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ นอกจากนี้ยังห้ามเรียกเก็บเงินค่ารักษาด้วย จากนี้จะมีการกำชับสถานพยาบาลเรื่องนี้มากขึ้น

 

ข่าวจาก : ข่าวสด

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ๆ
- ไม่สามารถ copy ข้อความจากที่อื่น แล้วนำมา paste ในช่องแสดงความคิดเห็น
- ไม่สามารถใส่ชื่อเว็บไซต์ใด ๆ ก็ตาม ลงในช่องแสดงความคิดเห็น
- ระบบสามารถรับข้อความ ได้สูงสุดเพียง 2,000 ตัวอักษร ต่อหนึ่งครั้ง
- ผู้ดูแลเว็บไซต์ จะลบข้อความที่ไม่เหมาะสม และข้อความโฆษณาสินค้า หรือบริการ