กว่าจะยิ่งใหญ่ต้องต้อยต่ำมาก่อน! เจ้าพ่อ’ตะวันออกโปลีเมอร์’ เล่าย้อนความหลัง เลี้ยงควาย-ขายอุจจาระ ถูกไล่เหมือนหมา ขยันจนได้ดีเป็นเศรษฐีหมื่นล้านในวันนี้





“ซิวซี แซ่ตั้ง” เด็กชายชาวจีนผู้เติบโตมาในครอบครัวชาวนายากจน เลี้ยงควาย-ขายอุจจาระ เคยตาบอดจนคิดปลิดชีวิต รอดมาได้ราวปาฏิหาริย์ ก่อนอพยพมายังเมืองไทย โดยมีเสื้อกางเกงติดตัวเพียงชุดเดียว หลายคนอาจมองเป็นการสร้างนิยายหลอกเด็ก เพราะหลังจากที่ซิวซี สร้างเนื้อสร้างตัวจนถึงขั้นเป็นมหาเศรษฐีหมื่นล้าน กลายเป็นผู้ก่อตั้งกลุ่มบริษัทตะวันออกโปลีเมอร์อุตสาหกรรมอีกทั้งยังเป็นเจ้าของธุรกิจผลิตยางฉนวนกันความร้อน คอร์กเทป พลาสติกแผ่นพลาสติกขึ้นรูปรวมถึงอุปกรณ์ชิ้นส่วนรถยนต์ต่างๆ จนมีทรัพย์สินนับหมื่นล้านบาท

ทีมข่าวเจาะประเด็น ไทยรัฐออนไลน์ ได้หยิบยกเรื่องราวชีวิตนักสู้มา มาถ่ายทอดเพื่อสร้างแรงบันดาลใจสู่คนที่กำลังท้อแท้สิ้นหวังให้มีพลังในตัวเองพร้อมก้าวต่อไปคว้าความสำเร็จ 

– ตาบอด 5 ปี คิดปลิดชีวิต –

เขาเกิดเมื่อปี พ.ศ 2468 ที่ ตำบลท้งซี อำเภอฟุงสุ่น จังหวัดเหมยจิว ในมณฑลกวางตุ้ง เป็นลูกคนสุดท้อง พี่น้องทั้งหมด 10 คน ฐานะครอบครัวยากจน ประกอบอาชีพทำนา ชีวิตวัยเด็กเต็มไปด้วยความแร้นแค้น เรียกได้ว่า ตัวเขาเติบโตมาในห้องแถวที่มืดทึบอับชื้น อบอวลไปด้วยกลิ่นขี้ควายขี้หมู ขี้ไก่ เพราะสัตว์เลี้ยงทุกตัวอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกันกับเขา ป้องกันการถูกขโมย หน้าที่หลักในวัยเด็ก คือจูงควายไปกินน้ำกินหญ้าทุกวันโตมาหน่อยเริ่มออกไถนา ผ่านความลำบากลำบนมาครบทุกรสชาติ

“ช่วงอายุ 13 ปี ผมต้องเผชิญกับเรื่องร้ายแรงเพราะต้องตาบอดนานเกือบ 5 ปี จากเริ่มมีอาการผิดปกติที่ดวงตา ระคายเคือง ฝ้าฟาง มองเห็นภาพเบลอไปหมด บางทีเดินเตะข้าวของ หยิบอะไรก็ตกหล่น จนมาพบว่ามีฝ้าสีขาวเหมือนเนื้อลำไยติดตรงตาดำจนแทบมิดเมื่อไม่มีเงินไปหาหมอเลยต้องรักษาตามยถากรรม เอาหยากไย่หรือใยแมงมุมใส่ลงไปในดวงตา เพราะเชื่อว่าจะไล่เชื้อโรคสกปรก เอาหมึกกับซอสจิ๊กโฉ่วมาหยดใส่ ผลคือตาบอดสนิท ผมเสียใจมากที่ต้องมากลายเป็นไอ้บอดให้คนอื่นดูแล มองไม่เห็นหนทางอื่นที่จะดีไปกว่าการจบชีวิต หนแรกเอามีดปังตอจะมาฟันใส่คอ แต่พี่สะใภ้มาเห็นก่อน หนสองเอาเชือกจะผูกคอกับขื่อเกือบสำเร็จแล้ว แต่ก็มีคนมาเจออีกสุดท้ายเลิกคิดสั้นเพราะเห็นแก่แม่”

ต่อมามีบรรพบุรุษ แนะนำให้ไปหาหมอตา นำยามารับประทานที่บ้าน ควบคู่ไปกับการดูแลรักษาที่ดีที่สุด จนอาการทุเลาลงและมองเห็นได้ในที่สุด หลังจากที่เขาได้กลับมามองเห็นโลกอีกครั้ง ก็บอกกับตัวเองว่าต่อจากนี้เขาจะตอบแทนพระคุณพ่อแม่อย่างสุดกำลัง เฝ้าทำงานไม่รู้เหน็ดเหนื่อยและทำทุกอย่าง รับจ้างภาครัฐ เพื่อชดเชยเวลา 5 ปีที่ตาบอด 

– ไม่มีเสื่อ ไม่มีหมอน เดินทางมาไทยด้วยเสื้อผ้าชุดเดียว – 

หลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ความหวังของคนทั่วโลกมีมากขึ้น ทุกคนเฝ้ารอโอกาสในการทำมาหากิน ในตอนนั้น “ซิวซี” อายุได้ 20 ปี จึงตัดสินใจมาแสวงหาโชคบนแผ่นดินไทย ซึ่งตัวเขาก็ได้เล่าให้ฟังว่า

“ผมได้รู้จักกับเพื่อนคนหนึ่ง เขาบอกผมว่าเมืองไทยอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลาในนามีข้าว มีทั้งข้าวสวยและปลาทูตัวใหญ่ๆ กินได้ทุกมื้อ บ้านเมืองก็สงบสุข หากทำงานแล้วขยันขันแข็งหน่อยก็จะเป็นคนรวย จากนั้นเครือญาติและที่บ้านผมตัดสินใจรวมเงินขายควายขายที่นา เพื่อนำเงินให้ผมเป็นค่าเรือเดินทางมาเมืองไทย” 

จากประเทศบ้านเกิดมา พร้อมเสื้อแขนสั้นบางๆกับกางเกงขาดๆ ขาสั้น และมีเชือกรัดเอวที่ติดตัวมาเพียงชุดเดียว ไม่มีรองเท้าแตะและต้องเดินเพียงแค่เท้าเปล่า ถือเป็นคนจีนอพยพที่ยากจนที่สุดคนหนึ่งบนเรือ เลวร้ายไปกว่าตรงที่ เมื่อถึงเมืองไทย ได้ถูกจับตัวเพราะไม่มีญาติมารับรองและติดคุกอยู่ถึง 4 เดือน 4 วัน กระทั่งพี่ชายมาประกันตัวออกไป 

– ประเทศไทย ไม่สบายอย่างที่วาดฝัน –

“วันนั้นเรารู้ได้ทันทีว่าประเทศไทยไม่ได้สุขสบายกินอิ่มนอนหลับอย่างที่คิดไว้ ผมต้องอาศัยกับพี่ชายอยู่บริเวณแถวชุมชนวัดดวงแข ซึ่งในตอนนั้นสภาพความเป็นอยู่ขัดสน แถมยังใช้ภาษาต่างถิ่น ฟังไม่รู้เรื่องทำเอาวิตกกังวลว่าจะไปเป็นภาระให้กับครอบครัวพี่ชาย ในตอนแรกผมได้ช่วยพี่ชาย ทำรองเท้าขาย ต้องตื่นมาตั้งแต่เช้า นำรองเท้าไปเร่ขายเอง โดนกดราคาโดนด่าบ้างโดนดูถูกบ้าง บางครั้งก็โดนไล่ออกมาเหมือนหมูเหมือนหมา มีอาชีพเป็นพ่อค้า แต่ก็รู้สึกเหมือนเป็นขอทาน ไหนจะตกเย็นกลับบ้านมา โดนพี่สะใภ้กดดัน สุดท้ายตัดสินใจแยกตัวออกมาสู้ในทางเดินของตัวเอง” 

ตัวเขาทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยและกินอยู่อย่างประหยัด ต่อมาเข้าทำงานโรงงานฟอกหนัง ได้เงินเดือนเพียงแค่ 80 บาท (เทียบกับราคาก๋วยเตี๋ยวในปี พ.ศ. 2488 ชามละสิบสตางค์) เขาไม่เคยมีเวลาว่าง เพราะเวลาที่เหลือจากงานประจำต้องรับจ้างแบกข้าวสาร เพื่อเก็บเงินส่งไปให้ครอบครัวที่ประเทศจีน และอีกส่วนหนึ่ง เก็บหอมรอมริบไว้ทำธุรกิจของตัวเอง 

“ตอนนั้นความขยันของผมดังไปทั่วโรงงาน และมีวันหนึ่งเกิดปัญหาส้วมเต็ม เถ้าแก่เรียกคนงานไปตัด ซึ่งแน่นอนว่าในสมัยก่อนที่อยู่เมืองจีนผมเคยตักอุจจาระ ฉี่เหม็นๆ มาแล้วนับไม่ถ้วน จึงอาสาจัดการให้โดยไม่ต้องรอคำสั่ง ผมไม่เคยเลือกงาน ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่และไม่เล่นการพนัน ทำให้เถ้าแก่รักผมเป็นอย่างมาก ประกอบกับผมเป็นคนใฝ่รู้ ช่างสังเกตพยายามจดจำทุกสิ่งทุกอย่าง เรียกได้ว่าทุกอย่างในโรงงานนั้น ผมสามารถทำเป็น และคิดอยากจะเป็นเจ้าของโรงงานฟอกหนังของตัวเองบ้าง จึงเริ่มรู้จักการเรียนรู้การเจรจา เลือกซื้อวัตถุดิบการขายและตัดสินใจลาออกมาตั้งโรงงานแห่งแรกที่มีชื่อว่า “แซ่ฮิ้นลี่”

– เปิดโรงงานฟอกหนัง เป็นเถ้าแก่ ในวัย 22 ปี –

เขากลายเป็นเถ้าแก่ครั้งแรกในวัย 22 ปี หลังจากที่เปิดโรงงานฟอกหนังส่งออก และต้องประสบกับปัญหาอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลประกาศห้ามส่งออกเครื่องหนังไปยังต่างประเทศ เขาจึงเบนเข็มลงใต้ ไปรับจ้างกรีดยางที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา และกลับมาปักหลักในกรุงเทพฯ อีกครั้ง พร้อมเปิดบ้านเช่ารับเหมาประตูหน้าต่างไม้และทำธุรกิจ อิมปอร์ต-เอ็กซ์ปอร์ต และหันมาจับธุรกิจผลิตยางสังเคราะห์ห่วงติดมวลฉนวนความร้อน จนถึงประดับยนต์ ประสบความสำเร็จดังที่เห็นทุกวันนี้

และเบื้องหลังความสำเร็จอันน่ายกย่องของ ซิวซี แซ่ตั้ง หนีไม่พ้นครอบครัวอันเป็นที่รัก นั่นคือ ภรรยา 2 คน ชิวบ๊วย และ วราพิณ รวมถึงบุตรอีก 11 คน ประกอบด้วย ภวัตน์, อมรรัตน์, รติพิณ, รติพร, ธีระวัฒน์, ชำนาญ, เฉลียว, เอกวัฒน์, เนาวรัตน์, รุ่งระวี และธนาวัฒน์ วิทูรปกรณ์

“ผมเน้นย้ำลูกๆ ทุกคนเสมอว่า ต้องเรียนหนังสือ ห้ามทิ้งการเรียนเด็ดขาด เนื่องจากตอนเด็กๆ ผมยากจนมาก อยากเรียนแต่ไม่มีโอกาสได้เรียน ผมเรียนไม่จบ ป.1 ด้วยซ้ำ เลยบอกตัวเองว่า แม้จะไม่มีเงิน อดมื้อกินมื้อ ก็ต้องหาเงินส่งลูกเรียนสูงๆ ให้ได้ การศึกษาจะทำให้เราเป็นคนฉลาด ทันโลก มีเหตุมีผล มีจริยธรรม ไม่มีใครมาดูถูกเราได้”

 – ไม่เคยลืมแผ่นดินไทย ทำให้มีโอกาสร่ำรวย – 

“เส้นทางเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม กว่าจะประสบความสำเร็จเลือดตาแทบกระเด็น ดั่ง “สุภาษิตไทยกล่าวไว้ว่า ‘จะรู้ว่าช้างม้าตัวไหนดี ก็ต้องลองขี่’ การทำธุรกิจจะรู้ว่าเป็นอย่างไรก็ต้องลงไปทำ พอได้ทำผมถึงได้เรียนรู้ปัญหาอุปสรรคที่ไม่เคยรู้มาก่อน ตอนทำงานเป็นลูกจ้างว่าหนักและเหนื่อยแล้ว แต่ก็แค่แรงกาย สมองแทบไม่ต้องคิดอะไร มีหน้าที่ทำไปตามที่รับผิดชอบแต่ละวัน จบแล้วพักนอน หยุดคิดไป แต่เมื่อโดดมาเป็นเจ้าของเอง ผมทำงานต้องใช้แรงกาย ต้องคอยคุมรายจ่าย วางแผนการผลิต และหาลูกค้าเบ็ดเสร็จในหนึ่งเดียว ถือเป็นงานที่หนักมาก สมองต้องขบคิดตลอด นอกจากเวลาที่มันน็อกด้วยความอ่อนเพลียจนหลับไปนั่นแหละถึงจะหยุดคิด”

และอีกสิ่งหนึ่งที่เขาคิดว่าทำให้เขาประสบความสำเร็จ นั้นก็คือการเป็นคนดีการเป็นคนซื่อสัตย์และใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท ไม่กินเหล้าไม่เล่นการพนันไม่สูบบุหรี่ สร้างพลังใจให้กับตัวเอง ขยันอดออมอยู่ตลอดเวลา ตัวเขาเอง สำนึกอยู่เสมอและไม่เคยลืมเลยว่าแผ่นดินไทย แนะนำให้เขามีโอกาสร่ำรวย จากครั้งที่ไม่มีเงินติดตัวมาสักบาท แต่วันนี้ชีวิตของเขาได้เดินมาสู่ความสำเร็จ ได้สอนให้ลูก ๆ หลานๆ จงสำนึกบุญคุณของแผ่นดินไทย เพราะเกิดที่เมืองไทย.

หมายเหตุ- ข้อมูลบางส่วนจากหนังสือ “ตะวันออกที่เมืองไทย” บันทึกชีวิตนายซิวซี แซ่ตั้ง ภาพจากอินเตอร์เน็ต ,starnews247  

เงื่อนไขการแสดงความคิดเห็น ๆ
- ไม่สามารถ copy ข้อความจากที่อื่น แล้วนำมา paste ในช่องแสดงความคิดเห็น
- ไม่สามารถใส่ชื่อเว็บไซต์ใด ๆ ก็ตาม ลงในช่องแสดงความคิดเห็น
- ระบบสามารถรับข้อความ ได้สูงสุดเพียง 2,000 ตัวอักษร ต่อหนึ่งครั้ง
- ผู้ดูแลเว็บไซต์ จะลบข้อความที่ไม่เหมาะสม และข้อความโฆษณาสินค้า หรือบริการ